พิจิตร – ประชาชนจังหวัดพิจิตรต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ หลังจากที่แก๊งมิจฉาชีพตบทรัพย์ที่เคยสร้างความหวาดกลัวได้กลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งด้วยรูปแบบการหลอกลวงที่ปรับปรุงใหม่และมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเปลี่ยนพื้นที่ปฏิบัติการมายังอำเภอโพทะเล และใช้สถานีบริการน้ำมันเป็นจุดสำคัญในการเลือกเหยื่อและวางแผนก่อเหตุ
การกลับมาของแก๊งตบทรัพย์และการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์
วันที่ 9 มิถุนายน 2568 ศูนย์ 191 ตำรวจภูธรจังหวัดพิจิตร ได้ออกรายงานเตือนภัยอย่างเร่งด่วน หลังจากที่ได้รับรายงานและตรวจพบพฤติกรรมของแก๊งตบทรัพย์ที่กลับมาเคลื่อนไหวในพื้นที่อำเภอโพทะเล ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบการก่อเหตุในอดีตที่เคยทำกันบนถนนสายหลักหรือในเขตเมือง
การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ของกลุ่มมิจฉาชีพครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาวิธีการหลอกลวงที่มีความฉลาดและระมัดระวังมากขึ้น โดยการเลือกใช้สถานีบริการน้ำมันเป็นจุดดักรอ เนื่องจากเป็นสถานที่ที่ผู้คนต้องจอดรถและลงจากรถเป็นประจำ ทำให้สามารถสังเกตพฤติกรรมและประเมินเป้าหมายได้อย่างละเอียด
พื้นที่อำเภอโพทะเลถูกเลือกเป็นเป้าหมายใหม่เนื่องจากเป็นเส้นทางที่มีการสัญจรไปมาของประชาชนค่อนข้างหนาแน่น แต่ไม่มีการเฝ้าระวังที่เข้มงวดเหมือนในเขตเมือง และมีสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งที่เหมาะสมสำหรับการแฝงตัวรอเหยื่อ

การเลือกเหยื่อและกลุ่มเป้าหมาย
การวิเคราะห์รูปแบบการก่อเหตุพบว่า กลุ่มมิจฉาชีพมักจะเลือกเหยื่อที่เป็นผู้หญิงหรือผู้สูงอายุที่ขับรถยนต์มาเพียงลำพัง ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางและมีแนวโน้มที่จะถูกข่มขู่หรือหลอกลวงได้ง่ายกว่ากลุ่มอื่นๆ
สิ่งที่น่าสนใจคือการที่แก๊งเหล่านี้มีการศึกษาพฤติกรรมของเหยื่ออย่างละเอียด โดยแม้กระทั่งผู้ที่เดินทางหลายคนก็ยังอาจตกเป็นเป้าหมายได้ หากคนร้ายประเมินว่าสามารถสร้างสถานการณ์ให้เกิดความสับสนหรือการตื่นตระหนกได้
การเลือกเหยื่อจะคำนึงถึงปัจจัยหลายประการ เช่น ประเภทของรถยนต์ที่ชี้บอกถึงฐานะทางเศรษฐกิจ การแต่งกายที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการชำระเงิน และพฤติกรรมการเดินทางที่แสดงให้เห็นว่าเป็นคนท้องถิ่นหรือคนจากต่างพื้นที่
รูปแบบการปฏิบัติการและกลเม็ดการหลอกลวง
พฤติกรรมของกลุ่มคนร้ายมีรูปแบบที่ชัดเจนและเป็นระบบ โดยจะเริ่มจากการแฝงตัวในสถานีบริการน้ำมันเพื่อเฝ้าดูและประเมินเป้าหมาย ขณะที่เหยื่อลงจากรถเพื่อซื้อของ เติมน้ำมัน หรือเข้าใช้ห้องสุขา คนร้ายจะใช้โอกาสนี้ในการสังเกตและวิเคราะห์
เมื่อตรวจสอบแล้วว่าเหยื่อเดินทางลำพังหรือมีจุดอ่อนที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ พวกเขาจะขับรถติดตามออกไปจากสถานีบริการ โดยรักษาระยะห่างที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เป้าหมายสงสัย
ขั้นตอนสุดท้ายคือการสร้างสถานการณ์ให้เกิดอุบัติเหตุเล็กน้อย ซึ่งอาจเป็นการขูดขีดรถ การชนเบาๆ หรือการอ้างว่ารถของเหยื่อไปกระทบรถของพวกเขา จากนั้นจะเรียกค่าเสียหายในจำนวนที่สูงโดยไม่สุจริต และใช้การข่มขู่หรือการสร้างความกดดันทางจิตใจเพื่อบังคับให้เหยื่อจ่ายเงิน
แนวทางป้องกันและการรับมือ
เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพดังกล่าว ศูนย์ 191 ได้จัดทำแนวทางป้องกันที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ
มาตรการป้องกันหลัก
- การรักษาสติและความสงบ – หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดหรือมีคนมาอ้างว่ารถเกิดการชนกัน อย่าตกใจหรือรีบเถียงทันที ควรรักษาความสงบสติอารมณ์และประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบก่อน
- การแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที – รีบโทรแจ้งหมายเลข 191 หรือ 1193 (สายด่วนตำรวจทางหลวง) เพื่อขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ การมีเจ้าหน้าที่เข้ามาเกี่ยวข้องจะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกหลอกลวง
- การบันทึกหลักฐาน – ถ่ายภาพเหตุการณ์ ป้ายทะเบียนรถ และใบหน้าของคู่กรณีให้ชัดเจนที่สุด รวมถึงการบันทึกวิดีโอหากสถานการณ์อำนวย เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี
- การประสานกับบริษัทประกัน – แจ้งบริษัทประกันภัยทันทีและปล่อยให้เจ้าหน้าที่ของบริษัทเป็นผู้ดำเนินการเจรจา ไม่ควรเจรจาหรือตกลงค่าเสียหายด้วยตนเอง
- การหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินสด – หากถูกบีบบังคับให้โอนเงินหรือจ่ายค่าเสียหายทันที ให้ขอเวลาชะลอไว้จนกว่าตำรวจจะตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของเหตุการณ์
ผลกระทบต่อชุมชนและมาตรการติดตาม
การกลับมาของแก๊งตบทรัพย์ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงและผู้สูงอายุที่รู้สึกกังวลในการเดินทางคนเดียว เจ้าหน้าที่ได้เพิ่มการลาดตระเวนในพื้นที่เสี่ยงและประสานงานกับเจ้าของสถานีบริการน้ำมันในการเฝ้าระวังพฤติกรรมผิดปกติ
ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสหรือพฤติกรรมต้องสงสัยได้ทันทีผ่านหมายเลข 191 ซึ่งให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง การมีส่วนร่วมของชุมชนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมประเภทนี้
อ้างอิง: https://shortnews.in.th/phichit/768/
